อีกหนึ่งวันสำคัญ

ประวัติวันโคนมแห่งชาติคนไทยต้องรู้

วันที่ 17 มกราคม เป็น ‘วันโคนมแห่งชาติ’ จัดเป็นวันที่มีความสำคัญต่ออาชีพ ผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีการกำหนดขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญ รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ท่านทรงพระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมให้แก่เกษตรกรทั้งหลาย จนกระทั่งทำให้ประชาชนชาวไทยมีนมสดๆ ดื่มกินจนถึงทุกวันนี้ สำหรับวันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับความเป็นมาของอาชีพการเลี้ยงโคนม ว่ามีความสำคัญอย่างไรบ้าง… ประวัติความเป็นมาของวันโคนมแห่งชาติ ย้อนไปในปี พ.ศ. 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเสด็จฯ ประพาสทวีปยุโรป และทรงประทับแรมที่ประเทศเดนมาร์ก ท่านแสดงให้เห็นถึงความทรงสนพระราชหฤทัย ในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ท่านทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนม น่าจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกร รวมทั้งประเทศไทย หลังจากท่านเสด็จนิวัติประเทศไทย รัฐบาลเดนมาร์กก็ได้ถวายโครงการนี้ ให้เป็นของขวัญแด่ทั้ง 2 พระองค์ พร้อมดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป Read more

ที่มาที่ไปของเทศกาลถือศีลกินผัก (กินเจ) จังหวัดภูเก็ต

ที่มาที่ไปของเทศกาลถือศีลกินผัก (กินเจ) จังหวัดภูเก็ต

ประเพณีกินผัก เป็นประเพณีที่ชาวบ้านในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า ‘เจี๊ยะฉ่าย’ มาจากลัทธิเต๋า ซึ่งนับถือบูชาเทพเจ้า ซึ่งเป็นประเพณีที่คนจีนนับถือกันมาอย่างช้านาน วันประกอบพิธีตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ ตามปฏิทินจีนของทุกๆปี ‘เจี๊ยะฉ่าย’ เกิดขึ้นได้อย่างไร ‘เจี๊ยะฉ่าย’ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ หมู่บ้านไล่ ซึ่งอยู่ในตำบลกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ณ ปัจจุบัน ชาวจีนเหล่านั้นได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยชาวจีนเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีแร่ดีบุกหนาแน่นจนมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก และคนจีนในสมัยนั้น มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าประจำตระกูล เช่น เทพยดาฟ้าดิน หรือเซียนต่างๆ เมื่อเกิดเหตุเภทภัยอันใดขึ้นจึงได้มีการอัญเชิญเทพเจ้าให้มาคุ้มครองปกป้อง และความเชื่อนี้ก็ยังคงยืนหนักมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาได้มีคณะงิ้ว เดินทางมาจากประเทศจีนมาเปิดแสดง ณ บ้านในทู โดยคณะงิ้วนี้ได้แสดงอยู่ตลอดทั้งปี เพราะเศรษฐกิจของชาวในทู มีรายได้ดีมาก Read more

ชมความสวยงามเทศกาลแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี

ชมความสวยงามเทศกาลแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี

หนึ่งในงานประเพณีน่าสนใจ อันเป็นส่วนผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรม ซึ่งรวมเข้ากับความเชื่อของท้องถิ่นและศาสนาได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ภายในจังหวัดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นตำรับของ ‘งานประเพณีแห่เทียนพรรษา’ จ.อุบลราชธานี งานนี้มีความสำคัญนอกเหนือไปจากความสวยงามแล้ว ยังมีความข้องเกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา 2 วัน ได้แก่ วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา อีกด้วย ต้นเทียนขนาดยักษ์ เปล่งสีทองแสดงให้เห็นถึงความงามสง่า ณ กลางทุ่งศรีเมือง วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 ทางจันทรคติ โดยพุทธศาสนิกชนได้จัดงานบูชาขึ้นเพื่อ รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาในอดีตกาลยาวนาน โดยเป็นวันคล้ายกับวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงปฐมเทศนา ‘ธัมมจักรกัปปวัตตนสูตร’ และเป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรก ได้แก่ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ส่วนวันเข้าพรรษา ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่มีความสำคัญ ที่มีความเกี่ยวข้องกับประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี โดยวันเข้าพรรษา Read more

Loi Krathong Day

เล่าประวัติวันลอยกระทงคนไทยต้องรู้

ประเพณีลอยกระทง จัดเป็นหนึ่งในประเพณีที่มีน่าสนใจของประเทศไทย จัดขึ้นตามปฏิทินทางจันทรคติ ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี โดยมีความเชื่อที่แฝงมากับการทำพิธีกรรมนี้ว่า เป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้นำน้ำไปใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการ ชำระล้างร่างกาย , ดื่มกิน รวมถึงการทิ้งของเสียต่างๆ ลงไปในแหล่งน้ำ อีกทั้งยังมีความเชื่อพ่วงมาอีกด้วยว่า เป็นการลอยความทุกข์ , ความโศกเศร้าเสียใจต่างๆ ให้ลอยหายไปกับแม่น้ำอีกด้วย เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ถ้าย้อนถามไปถึงประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทงแล้วละก็… ในประเทศไทยไม่มีหลักฐานปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เพียงแต่มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า ลอยกระทง เป็นประเพณีโบราณซึ่งผู้คนปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หากแต่ในสมัยโบราณผู้คนได้เรียกประเพณีลอยกระทงว่า ‘พิธีจองเปรียง’ อีกทั้งยังมีหลักฐานอ้างอิงจากศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกด้วย โดยกล่าวว่า งานประเพณีนี้เป็นงานรื่นเริงขนาดใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย จึงทำให้มีการวิเคราะห์กันว่า งานนี้น่าจะเป็น ‘งานลอยกระทง’ Read more

new year

สืบประวัติต้นกำเนิดปีใหม่ของไทยเริ่มครั้งแรกที่ไหนเมื่อไร

สำหรับ ‘วันขึ้นปีใหม่’ ของประเทศไทย ในสมัยโบราณได้ยึดถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้ายซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปกับความเชื่อคติแห่งพระพุทธศาสนา โดยถือเอาช่วงฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี หากแต่ในกาลเวลาต่อมา ก็ได้เปลี่ยนไปตามความเชื่อของพราหมณ์ โดยถือว่า วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยตรงกับวันสงกรานต์ ด้วยเหตุนี้ในสมัยโบราณประชาชนชาวไทย จึงยึดหลักว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย หากแต่การนับวันปีใหม่ของไทย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับวันทางสุริยคติ แน่นอนว่าในแต่ละปีย่อมไม่ตรงกันไปบ้าง เพราะฉะนั้น ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี ร.ศ. 108 ที่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นจึงถือว่าวันที่ Read more

อ้างอิงจากหลักฐานตามกฎมณเฑียรบาล

เปิดประวัติสงกรานต์ของคนไทยในแบบที่หลายคนไม่รู้มาก่อน

บทเพลงอันคุ้นหู กับทำนองที่คุ้นเคย ‘ วันนี้เป็นวันสงกรานต์… หนุ่มสาวชาวบ้านเบิกบานจิตใจจริงเอย…’ บ่งบอกให้เห็นภาพถึงเทศกาลใหญ่ เป็นบทเพลงที่ได้ยินทั้งตามต่างจังหวัด และแม้แต่กรุงเทพมหานครเอง ชาวไทยผู้นับถือศาสนาพุทธ ก็จะเข้าวัดแต่งตัวสุภาพ เพื่อไปสรงน้ำพระ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี โดยเพลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวไทยที่มีต่อประเพณีวันสงกรานต์ได้อย่างดี ถ้าอ้างอิงจากหลักฐานตามกฎมณเฑียรบาล จึงทำให้ทราบได้ว่า ประเพณีสงกรานต์ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้บัญญัติขึ้นเอาไว้ อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงพระราชพิธีเผด็จศก อันเกี่ยวกับการขึ้นปีใหม่อีกด้วย รวมทั้งพิธีกลดแจตร ซึ่งหลายๆคนได้สันนิษฐานเอาไว้ว่า เป็นการรดน้ำเดือน 5 ในสมัยโบราณนั่นเอง สำหรับประเทศไทยในสมัยโบราณ ได้มีการใช้วิธีนับวัน – เวลาเป็นจุลศักราช เพราะฉะนั้นการขึ้นปีใหม่จึงเปรียบเสมือนการขึ้นจุลศักราชใหม่นั่นเอง ส่วนคำว่า ‘สงกรานต์’ ก็มาจากภาษาสันสกฤต อันหมายความว่า ก้าวขึ้นหรือย่างขึ้น โดยต้องการสื่อถึงพระอาทิตย์ที่ย่างขึ้นจากราศีหนึ่งไปยังราศีใหม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุกเดือนซึ่งเรียกว่าสงกรานต์ ต่อมาเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านไปครบ 12 เดือนแล้ว พระอาทิตย์ก็จะย่างย้ายจากราศีมีนไปยังราศีเมษ Read more

รีวิวเที่ยวงานประเพณีโคมลอย

ถ้าอยากจะชมโคมลอยต้องไปชมประเพณียี่เป็งที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะเป็นงานที่จัดขึ้นประจำปีและมักจะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะชอบในความสวยงามและได้ร่วมกิจกรรมในการลอยโคม การเดินทางไปก็ไม่ใช่เรื่องยากนั่งเครื่องบินไปแปปเดียวก็ถึงสะดวกมาก ๆ ไม่ต้องนั่งรถไปไกล ๆ หลายชั่วโมง ตลอดการเดินทางก็มีได้รับความสะดวกสบายมากมายตามคุณภาพบริการแบบไทยแลนด์ ก่อนที่จะไปร่วมประเพณีโคมลอย ก็แวะเข้าไปเยี่ยมชมสถานทีต่าง ๆ ที่น่าสนใจภายในจังหวัดกันเสียหน่อย โดยเฉพาะแวะไหว้พระที่วัดอันทขีลสะดือเมือง ที่เมือเดินเข้าไปครั้งแรกจะเห็นโคมสีสันสดใสงดงามแขวรอยู่ตามทางเดินเต็มไปหมด แล้วเราก็เข้ามาถึงจุดเหมายปลายทางของเราในวันนี้เสียที “วัดพันเตา” ช่วงเวลาที่มาพระอาทิตย์ก็เริ่มตกแล้ว เราจะเห็นนักท่องเที่ยวจากชาวไทยและต่างประเทศยืนอยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะช่างภาพที่ค่อยยืนจับภาพพีธิกรรมต่าง ๆ ที่มีความสำคัญแบบใจจดใจจ่อ แต่ที่น่าสนใจสุดก็คือการปล่อยโคมที่เราต่างรอคอย ภายในวัดก็ยังคงมีการแขวนโคมขนาดเล็กไว้มากมายเพื่อความสวยงาม พร้อมแสงเทียนทำใหเป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับคนที่เดินทางมาชมงานในครั้งนี้ เมื่อทางวัดทำพิธีกรรมเสร็จก็เริ่มปล่อยโคมกัน ซึ่งปล่อยลอยโคมนั่นเป็นที่ชื่นชอบอย่างมากของชาวต่างชาติ ไม่เว้นแต่คนจีนก็มีมาร่วมงานไม่น้อย เพราะเชื่อว่าการลอยโคมเป็นการลอยสิ่งที่ไม่ดีให้หายไปกับอากาศ           เกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับประเพณีโคมลอยนั้น ขอบอกว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเริ่มมาจากที่ใด แต่เนื่องจากการที่คนไทยโลมโคมกันไม่รู้จักกาลเทศะ ทำให้บ่อยครั้งมีข่าวไฟไหม้ที่มีสาเหตุจากโคมลอยไปตกหลังคาบ้านจนไฟไหม้จนสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน ทำให้เริ่มมีการสืบหาว่าจริง Read more

เที่ยวงานประเพณีบั้งไฟที่ตื่นตาตื่นใจ

ประเพณีบั้งไฟเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่แพ้กับการลอยโคม และประเพณีอื่น ๆ ของไทย  แต่ถ้าจะไปชมแบบของแท้ต้องไปที่งานบุญบั้งไฟของเมืองยโสธรเท่านั้น โดยในปีนี้จะจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ในงานจะมีการนำบั้งไฟของทั้ง 9 อำเภอมาร่วมแข่งขันกันภายในงาน เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นศิลปะแบบไทยที่สืบทอดจากวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังมีบั้งโฟโบราณมาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูปกันเก็บไว้เป็นที่ระรึก ตลอดจนการแสดง แสง สี เสียงต่าง ๆ โดยในงานนี้ผู้ชนะจะได้รางวัลกว่า 50,000 บาท พร้อมกับถ้วยพระราชทานจาก ร.10 แต่เดิมนั้นประเพณีบั้งไฟสืบทอดมาจากคนในสมัยโบราณ เป็นที่นิยมกันในแถบอีสานบ้านเรามักจะจัดพร้อมกับงานบุญ เพื่อบูชาพญาแถนที่คอยดูแลให้ฝนตกตามฤดู แต่ด้วยพญาแถนมีความชื่นชอบไฟเป็นเป็นอย่างมาก ทำให้หมู่ต่าง ๆ พากันสร้างบั้งไฟขึ้นมาเพื่อเอาใจพญาแถน ส่วนหมู่บ้านไหนที่ไม่ร่วมงานมักจะพบกับภัยแห้งแร้งแบบรุนแรงแม้แต่พยากรณ์อากาศสมัยนี้ก็ทำนายไม่ได้ ไม่นานงานบุญบั้งไฟก็เป็นที่แพร่หลายด้วยความน่าสนใจของการยิงวัตถุคล้ายจรวดขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำให้ผู้คนชื่นชอบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชาย ภาพต่าง ๆ กระแพร่กระจายไปทั่วจนเกิดเป็นกระแสให้นักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมงานมากขึ้น อีกทั้งยังได้การสนับสนุนการท่องเที่ยวจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในปี 2523 ทำให้เป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศไทย และระดับโลก ใน Read more

สุดยอดพิธีกรรมสักยันต์ในประเทศไทยที่หลายคนอาจยังไม่รู้

สุดยอดพิธีกรรมสักยันต์ในประเทศไทยที่หลายคนอาจยังไม่รู้

ถ้าพูดถึงเรื่อง ‘การสัก’ ในแต่ล่ะประเทศก็มีรูปแบบและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป บางประเทศสักเพื่อความสวยงาม , เพื่อระลึกถึงคนที่ตนรัก หรือ เพื่อเป็นสิ่งบ่งบอกว่าได้ก้าวพ้นวัยผู้ใหญ่มาแล้ว โดยการสักในประเทศไทยในสมัยโบราณนิยมสักยันต์เป็นอักขระในรูปแบบต่างๆพร้อมประกอบพิธีกรรมซึ่งช่วยในเรื่องของเวทมนต์คาถาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจ รวมทั้งความต้องการในการอยู่ยงคงกระพัน , หนังเหนียว , แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ ในสมัยโบราณการสักยันต์จะสักให้เฉพาะชายฉกรรจ์เท่านั้น ในขณะที่ทำการสักจะมีการผสมความเชื่อรวมทั้งพิธีกรรมหลายอย่าง เข้าไว้ด้วยกัน เช่น ต้องมีการทำพิธีไหว้ครู , การร่ายคาถาอาคม อาจารย์ผู้ลงมือแต่ละคนจะเป็นผู้มีวิชา มีกฎอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังมีรูปแบบของลวดลายเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ในวรรณคดี , อักษรขอมโบราณ และเลขยันต์ โดยการสักอาจใช้ลายทั้ง 3 ประเภทผสมกัน การสักในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่มีความชัดเจน โดยการสักยันต์เพื่อให้อยู่ยงคงกระพัน หรือแคล้วคลาดจากภยันตรายต่างๆนั้น มีมานานแล้วจากจากปรากฎในวรรณคดีโบราณเรื่องขุนช้างขุนแผนไทยเรื่องอื่นๆ อย่างไรก็ตามในสมัยก่อนรวมทั้งวรรณกรรมการสักมักถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ดี ถูกมองไปในทางลบ แต่ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล Read more

สุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

ส่องเทศกาลงานช้างสุรินทร์ในประเทศไทย

สุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีความโดดเด่นในเรื่องของการเลี้ยงช้าง , การทอผ้าไหม และข้าวหอมมะลิสุรินทร์ โดยงานช้างสุรินทร์ เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีจุดประสงค์ในการเผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นสุรินทร์ถิ่นเมืองช้าง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์วิถีชีวิตคนเลี้ยงช้างซึ่งสืบทอดต่อกันมานับร้อยปี ภายในงานเทศกาลมีกิจกรรมอันสุดแสนอลังการ และน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง เช่น การต้อนรับช้างกว่า 300 เชือก , ขบวนแห่รถอาหารช้าง , บุฟเฟ่ต์อาหารช้างขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งการแสดงอันสุดอลังการ คุณจะได้ชมการเลี้ยงอาหารช้าง ซึ่งมีโต๊ะเลี้ยงอาหารยาวกว่า 600 เมตร เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิด ทั้ง กล้วย , อ้อย รวมทั้งผลไม้อื่นๆอีกมากมาย มากกว่า 50 ตัน กับขบวนช้างจำนวน 300 เชือก นักท่องเที่ยวสามารถร่วมให้อาหารและนั่งบนหลังช้างชมเมือง ได้ตั้งแต่สถานีรถไฟสุรินทร์ อีกทั้งยังมีการแสดงอันสุดยิ่งใหญ่ตระการ ซึ่งประกอบไปด้วยศิลปวัฒนธรรม Read more